•โรคหวัดยอดฮิตในหน้าฝน

โรคไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดตามฤดูกาล (Commom cold) เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ทั้งในกลุ่มเด็กและผู้ใหญ่ เกิดจากการที่ติดเชื้อไวรัสในทางเดินหายใจส่วนบนบริเวณโพรงจมูกและคอหอย มักพบได้บ่อยมาก ๆ ในช่วงหน้าฝน โดยเฉพาะกับคนที่มีภูมิต้านทานไม่แข็งแรงอย่างเด็ก สามารถที่จะเป็นได้ง่ายมากหากโดนฝนเพียงแค่นิดหน่อยก็สามารถเป็นได้แล้ว

โดยอาการของโรคหวัดตามฤดูกาลนี้จะมีน้ำมูก คัดจมูก ไอ ในเด็กเล็กมักจะมึไข้ด้วย แต่ไม่ได้รุนแรงมากนัก และยิ่งไปกว่านั้นโรคไข้หวัดตามฤดูกาลนี้ยังเป็นโรคติดต่อได้อีก หากมีเพื่อนที่เป็นหวัดแล้วเด็กน้อยของเราได้อยู่ใกล้ชิด ใช้เวลาร่วมกัน ก็อาจเป็นโรคไข้หวัดนี้ตามด้วยได้ จึงถือว่าเป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มเด็กเลยของช่วงฤดูฝน โดยเฉลี่ยเด็กเล็กจะมีโอกาสเป็นหวัดได้ปีละ 6-8 ครั้งเลยทีเดียว

•หลักการป้องกันให้ห่างไกลไข้หวัดยามฝนตก

เราสามารถที่จะป้องกันเด็ก ๆ จากโรคนี้ได้ หรือรวมไปถึงผู้ใหญ่อย่างตัวเราที่จะหลีกเลี่ยงต่อการเป็นไข้หวัดตามฤดูกาลที่มาพร้อมกับฝน โดยสามารถป้องกันได้จากการรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่ตลอด ๆ  พักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้องนอนให้ครบ 8 ชั่วโมงต่อวันตามที่ร่างกายต้องการ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือให้หลีกเลี่ยงกับคนที่มีอาการเป็นหวัด หรือบริเวณที่มีคนแออัดเพราะอาจทำให้เราติดโรคนี้ได้จากทางเดินหายใจ 

หรือเราสามารถที่จะฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดนี้ได้โดยแนะนำให้ฉีดทั้งผู้ใหญ่และเด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไปปีละ 1 เข็ม และควรฉีดในช่วงเดือนก่อนเข้าหน้าฝน เพราะช่วงหน้าฝนจะเป็นช่วงที่มีการระบาดของเชื้อโรค ส่วนสำหรับเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 9 ปี หากไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่มาก่อน ในช่วงปีแรกแนะนำให้ฉีด 2 เข็ม โดยเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 1 เดือน และปีต่อ ๆ ไปจึงฉีดปีละเข็ม เพียงเท่านี้การฉัดวัคซีนของเราก็จะสามารถป้องกันโรคไข้หวัดตามฤดูกาลนี้ได้แล้ว อย่างน้อยฤดูฝนนี้ก็จะมีความสบายใจไปหนึ่งระดับ

•หน้าฝนนี้อย่าลืมดูแลตัวเองกันด้วย

เพราะเด็กนั้นถือเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโตและมักจะได้รับสิ่งแปลกปลอมได้ง่ายที่สุด ง่ายมากกว่าในวัยอื่น ๆ และหากเราดูแลเด็กน้อยไม่ดีอาจทำให้เขาป่วยเป็นโรคได้ เพราะฉะนั้นการป้องกันเอาไว้ดีกว่าแก้ เราจึงจำเป็นต้องระวังทุกวิถีทางไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร ฝนตก แดดออก ก็ต้องระวังทุกความปลอดภัยและสุขภาพเด็กน้อยเอาไว้ เพื่อที่จะไม่ต้องพบเจอกับความเจ็บไข้ได้ป่วย เพื่อการดำเนินชีวิตที่มีความสุขในทุก ๆ วัน สุขภาพร่างกายแข็งแรง

Explore More

กระจกตาบาง เกิดจากอะไร แก้ไขได้หรือไม่

กระจกตาบาง

กระจกตาบาง เป็นภาวะที่เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการมองเห็น และอาจทำให้เกิดความยากลำบากในการเลือกวิธีการรักษาทางสายตา เช่น การทำเลสิก (LASIK) ปัญหานี้พบได้บ่อยและจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ เรามาดูกันว่า กระจกตาบางเกิดจากอะไร และสามารถแก้ไขได้หรือไม่กันเลย กระจกตาบาง เกิดจากอะไร? หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้กระจกตาบางคือพันธุกรรม ซึ่งพบได้ในคนที่มีประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคกระจกตา เช่น โรคกระจกตาโป่งพอง (Keratoconus) โรคนี้ทำให้กระจกตาค่อย ๆ บางลงและมีรูปทรงผิดปกติ ทำให้การมองเห็นบิดเบี้ยวหรือผิดเพี้ยน ซึ่งการรักษาในกรณีนี้จำเป็นต้องใช้วิธีเฉพาะทาง หรือ การใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานานเกินไป หรือใส่อย่างไม่ถูกสุขลักษณะ อาจทำให้กระจกตาเสื่อมสภาพและบางลงได้ โดยเฉพาะหากไม่ดูแลความสะอาดหรือไม่ให้ดวงตาพักผ่อนเพียงพอ การใส่คอนแทคเลนส์นาน ๆ

นวัตกรรม เก้าอี้พักผ่อน ที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุและผู้ป่วย

เก้าอี้พักผ่อน

ผู้สูงอายุและผู้ป่วยมักต้องการการพักผ่อนที่ปลอดภัยและสบาย การเลือกเก้าอี้พักผ่อน ที่เหมาะสมสามารถช่วยลดอาการปวดหลัง ปวดขา และความเหนื่อยล้าจากการนั่งนาน นอกจากนี้นวัตกรรมในปัจจุบันยังช่วยให้เก้าอี้สามารถปรับฟังก์ชันได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน บทความนี้จะแนะนำแนวทางและนวัตกรรมที่สำคัญของเก้าอี้พักผ่อน สำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วย การออกแบบเพื่อความปลอดภัยและความสะดวก โครงสร้างแข็งแรงและพนักพิงสูง เบาะนั่งและวัสดุคุณภาพ ฟังก์ชันปรับระดับเพื่อความสะดวก การปรับเอนและ Lumbar Support ที่รองขาและการปรับท่าทาง นวัตกรรมเสริมเพื่อความสะดวกและสุขภาพ การเลือกเก้าอี้ที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุและผู้ป่วย การดูแลและบำรุงรักษา สรุป นวัตกรรม เก้าอี้พักผ่อน สร้างความสะดวก ปลอดภัย และรองรับการพักผ่อนที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยฟังก์ชันสำคัญ เช่น การปรับเอน พนักพิงสูง Lumbar Support

อันตรายจากไซยาไนซ์

อันตรายจากไซยาไนซ์

ไซยาไนซ์ เป็นสารเคมีชนิดที่มีความเป็นพิษสูง ซึ่งมีการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมตางๆ หรือเป็นส่วนประกอบผลิตภัณฑ์บางประเภท เช่น ยาฆ่าแมลง ยาทำความสะอาดเครื่องเพชรพลอย เป็นต้น ซึ่งสารไซยาไนซ์สามารถเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยพบในพืชบางชนิด เช่น เมล็ดของแอพพริคอท (Apricot) และเชอรรี่ดำ (Black Cherry) และสารลินามาริน (Linamarin) ซึ่งพบได้ในหัวและใบของมันสำปะหลัง (Cassava) นอกจากนี้กระบวนการเผาผลาญภายในร่างกายมนุษย์ก็สามารถก่อให้เกิดสารไซยาไนต์ได้เช่นกัน  อย่างไรก็ตาม ไซยาไนด์ปริมาณเพียงเล็กน้อยที่พบในพืชและกระบวนการเผาผลาญนั้นไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต  รูปแบบของสารไซยาไนซ์ อาการเมื่อถูกสารไซยาไนซ์ ภาวะเป็นพิษแบบเฉียบพลัน เกิดจากการได้รับไซยาไนด์เข้าไปในปริมาณมาก อาการมักจะเกิดขึ้นในทันที เริ่มจากปวดศีรษะ ใจสั่น